Bangkok Fellowship Church

ความรู้พระคัมภีร์


26-07-2009

พระเยซูเผชิญการวิจารณ์อย่างไร?

ศิษยาภิบาล

ไม่มีใครไม่ถูกโจมตีหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราควรวางตัวอย่างไร เราน่าจะได้ดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง
อ่านเรื่องราวของในพระกิตติคุณ จะเห็นว่า พระเยซูทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในขณะที่มีผู้คนโจมตีพระองค์มากมายเหลือเกิน พวกธรรมาจารย์ คิดว่าพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ดูหมิ่นวันสะบาโต ขับผีออกโดยใช้อำนาจนายผี ส่วนพวกพี่น้องของพระองค์ เคยวิจารณ์ว่า “พระเยซูเสียสติไปเสียแล้ว” เมื่อพระเยซูกินอาหารกับคนบาปและคนเก็บภาษี เขาก็วิจารณ์ว่า พระองค์กินเติบ ในช่วงปลายพระราชกิจ พวกยิวใส่ความพระองค์ว่า ตั้งตัวขึ้นต่อต้านโรม

1) ทรงยึดอยู่บนความจริง
“พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ทรงเป็นอยู่ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก” เมื่อคนกล่าวหาพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ตั้งตัวเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงทราบดีว่าพวกเขาไม่เข้าใจ พระองค์มิทรงถือโทษพวกเขา แท้จริงคำกล่าวของเขาถูกแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อต่างหาก พระองค์ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพยายามช่วยให้เขามีความเชื่อต่างหาก เมื่อเขาถามพระองค์ตรงๆว่า พระองค์คือใคร? พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น”(ยอห์น 8:25 ) การเผชิญหน้า การวิจารณ์โดยการยืนอยู่บนความจริง เป็นเรื่องง่ายกว่าการพยายามป้องปัด และสร้างเรื่องอื่นขึ้นมา เพราะเฉะนั้นให้เราเลียนแบบพระเยซู

2) ไม่ทรงพยายามปกป้องตนเอง แต่ทรงกล่าวถึงเหตุผลให้เขาพิจารณา
เมื่อเขาหาว่าพระองค์ขับผีออกโดยนายผี พระองค์ทรงกล่าวถึงเหตุผลว่า “ราชอาณาจักรที่แตกแยกกันก็คงพินาศ เมื่อครัวเรือนใดแตกแยกกันแล้ว จะตั้งอยู่ ไม่ได้ ถ้าซาตานขับซาตานออก มันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง” (มัทธิว 12:25- 26)...ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึง ท่านแล้ว (28) ถ้อยคำล่าสุดของพระองค์เป็นการเชิญชวน ช่วยให้เขาถ่อมใจลง เสียด้วย มิได้ยั่วให้โกรธ เมื่อเขาโจมตีว่าพระองค์ ทำผิดกฎวันสะบาโต โดย การรักษาคนมือลีบในวันสะบาโต พระองค์ ตรัสถามพวกเขาว่า ถ้าโคหรือลา ของเขาตกบ่อในวันสะบาโต พวกเขาจะฉุดขึ้นมาไหม? วันสะบาโตเราควร ช่วยชีวิตคนหรือผลาญชีวิต(มาระโก 3:4)
เวลายอห์น ผู้ให้บัพติสมา เกิดสงสัยในพระองค์ ส่งคนมาถามว่า “พระองค์ใช่พระคริสต์หรือไม่” พระองค์มิได้บอกว่า “พระองค์คือพระคริสต์อย่างแน่นอน” แต่ให้พวกเขาไปบอกยอห์น ว่า “คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนตายเป็นขึ้น”

ลึกๆในใจคนเรายากที่จะแย้งเหตุและผล รวมทั้งพระวจนะ ดังนั้นจงใช้หลักของพระเยซู

3) พิสูจน์ด้วยการกระทำ
เมื่อเขาโจมตีพระองค์ว่า พระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า โดยการที่พระองค์ยกโทษให้คนง่อย พระองค์ถามว่า ข้างไหนง่ายกว่ากัน ที่จะยกโทษให้เขา หรือจะรักษาคนง่อย แล้วพระองค์ก็สั่งให้คนง่อยลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้าน ( มาระโก 2:9-10) คนง่อยก็ลุกขึ้น เป็นการตอบโจทย์แห่งความสงสัยโดยปริยาย ถ้าพระองค์รักษาคนง่อย ซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นทำได้ พระองค์ก็ย่อมยกโทษเขาได้ด้วย

บ่อยครั้งเราถกเถียงกับผู้ที่เข้าใจเราผิดๆเสียหน้าดำหน้าแดง ถ้าเราใช้วิธีของพระองค์ คือดำเนินชีวิตที่ดี พิสูจน์ได้ว่า การโจมตีของเขานั้นผิดพลาด ที่สุดเขาต้องปิดปากตัวเขาเองสนิท

4) เมินการเข้าใจผิดของคนไกล สนใจการเข้าใจถูกของคนใกล้
ครั้งหนึ่งที่ซีซารียา ฟิลิปปี พระองค์อยู่กับสาวก 12 คน ทรงตรัสถามพวกเขาว่า เขาว่ากันว่า เราเป็นใคร บางคนก็ว่าพระองค์เป็นยอห์น ผู้ให้บัพติสมา เป็นขึ้นมาใหม่จากความตาย บางคนก็ว่าพระองค์คือเอลียาห์ บางคนก็ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ แล้วพระองค์ก็ทรงหันมาถามพวกเขาว่า “ท่านล่ะคิดว่าเราเป็นใคร?” เปโตรเป็นผู้ตอบว่า พระองค์คือพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล้วพระเยซูก็ชมเปโตรว่า เขาได้รับความเข้าใจจากพระบิดา ไม่ใช่จากมนุษย์ เราคงไม่ต้องพิสูจน์กับคนทั้งโลก และพยายามชี้แจงออกรายการโทรทัศน์ ว่าที่พวกเขาเข้าใจเรานั้นผิดหรือถูกอย่างไร ที่สำคัญคนที่ใกล้เรา อยู่ในครอบครัวของเรา ทีมงานของเราน่าจะเข้าใจถูก

5) อดทนรอคอยโอกาส อันเหมาะสมที่จะให้คนเกิดความเข้าใจกระจ่างขึ้น
สาวก 12 คนของพระเยซู หาได้เข้าใจพระองค์อย่างถูกต้องทั้งหมด จนพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ ทรงมอบให้พระวิญญาณเป็นผู้สำแดง (ลูกา 24:45) วันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรค์ สาวกยังถามพระองค์ว่า พระองค์จะตั้งอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่ในคราวนี้หรือ ( กิจการ 1:6) พระองค์ได้ตรัสสั่งให้เขารอรับพระวิญญาณ(8) พวกน้องๆเคยเข้าใจพระเยซูผิดมาตลอด แต่ภายหลัง ยากอบคืออัครทูตเอกในเยรูซาเล็ม รวมทั้งนางมารีย์ และพวกน้องๆอื่นๆ

ดังนั้น เราต้องใจเย็นๆนะครับ วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา วันหนึ่งเขาจะเข้าใจ และจะเข้าใจกระจ่างเสียด้วย


ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 อ่านบทความย้อนหลัง
    Share